Fiction Index

Daiya no A

18.39 to Your Heart
18.39 from My Reach (Sequel of 18.39 to Your Heart)One Shot17th (Crossover with Free!)紅葉の響 เสียงสะท้อนของฤดูใบไม้ร่วง (AU Crossover with Haikyuu!!)
Translated Fiction
Free!

      Final Fantasy VII

      Back In Your Arms
      Slaver's

      Translation from Drama CD Booklet & Premium BookForbidden Flower

      Melting Kiss

      แปลจาก フリージングアイ番外編 (Freezing Eye Side Story)
      Original Story by Elena Katoh


      หิมะสีขาวโพลนปกคลุมไปทั่วบริเวณราวกับโปรยปรายลงมาลบเลือนทุกสิ่ง ฮายาเสะ โยชิฮิโระได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าของตนก้าวเดินดังก้องขณะเหยียบย่ำลงบนหิมะที่ยังไม่จับตัวเป็นก้อนน้ำแข็งบนทางเดินยามค่ำคืน

      หิมะถูกกวาดกองไว้อยู่ริมถนนเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ถนนเดินรถ ทางเดินที่ฮายาเสะเดินอยู่ตอนนี้จึงมีกองหิมะหนาถมอยู่สูงอย่างน้อยๆ ก็ 30 เซนติเมตร

      เรื่องที่ต้องให้รถแล่นได้อย่างสะดวกก็เข้าใจอยู่หรอก แต่ทำเอาทางเดินตอนกลางคืนหนาวเสียจนจะแข็ง ลำบากคนเดินถนนเสียจริง

      แต่จะว่าไป ทำไมเขาถึงต้องมาเดินอยู่ในที่แบบนี้ด้วยล่ะ

      ....เรื่องนี้ เป็นความผิดของผู้ชายคนนั้นทั้งหมด

      ใช่ วาคามิยะ โนริอากิ ทนายความที่ทำงานอยู่บริษัทเดียวกัน คนรักที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตอนนี้ ไม่รู้ว่าทำไมถึงจับพลัดจับผลูมาเป็นแบบนี้ได้ แต่เขาก็มาติดอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้เข้าเสียแล้ว

      ฮายาเสะก้าวไปบนทางเดินที่เต็มไปด้วยหิมะต่อไปเงียบๆ ทั้งๆ ที่ส่วนลึกในใจอยากสบถก่นด่าเต็มทน เขาไม่มีทั้งร่ม ทั้งรองเท้าบูท หรือแม้แต่หมวก มีแค่โค้ทตัวยาวที่ใส่ออกมาทำงานกับรองเท้าหนังที่ไม่ได้ช่วยป้องกันความหนาวเลยสักนิด

      ตั้งแต่เมื่อกี้ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวังเพราะสภาพถนนแย่ๆ สะดุดขาตั้งไม่รู้กี่ครั้ง แต่ก็ค่อยยังชั่วที่หิมะไม่ตก

      ทว่ายิ่งเดินหน้าต่อไปมาเท่าไหร่ก็ดูราวกับว่าหิมะจะยิ่งกองหนาตัวขึ้นเรื่อยๆ แค่จะก้าวเดินแต่ละก้าวก็แสนยากเย็น ต้องโทษที่เคยชินแต่กับการใช้ชีวิตอยู่ในบริษัทเสียแล้วกระมัง

      "อ๊ะ..."

      จะสะดุด...จังหวะนั้นเองที่หิมะก้อนใหญ่หล่นลงมาจากด้านบน

      พอเหลือบสายตามองเลยก้าวเท้าพลาด ช่วงขาตั้งแต่หัวเข่าลงไปจึงจมอยู่ในกองหิมะเสียแล้ว

      "ให้ตายเถอะ..."

      ฮายาเสะถอนหายใจเฮือกใหญ่ กำหมัดทุบลงบนพื้นหิมะ

      ความหนาวเย็นยิ่งกว่าจุดเยือกแข็งทำให้ใบหูเจ็บไปหมด

      สิ่งที่พอจะป้องกันความหนาวได้ก็มีเพียวผ้าพันคอผืนใหญ่สีดำที่พันอยู่รอบลำคอกับถุงมือหนังสีดำนี้เท่านั้น

      น่าตลกอะไรอย่างนี้ เป็นเพียงสองอย่างที่วาคามิยะเป็นคนมอบให้มา

      "ก็... ไม่ได้ใช้เพราะว่าเขาเป็นคนให้มาเสียหน่อย แต่มันบังเอิญหยิบง่ายเลยติดมือมาด้วยก็เท่านั้น"

      เอ่ยระบายอารมณ์ทั้งๆ ที่ริมฝีปากสัมผัสความหนาวจนแห้งผาก ลำคอเย็นเยือกจนเจ็บร้าว

      ฮายาเสะกวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลนนี้มีแค่เขาอยู่เพียงลำพัง

      แสงสว่างที่เป็นปลายทางช่างดูห่างไกลจนไม่อาจจะไปถึงได้ แต่จะให้เดินย้อนกลับไปทางเดิมก็รู้สึกหมดแรงเอาดื้อๆ

      ไม่ได้ตั้งใจจะมาในที่แบบนี้เลย ฮายาเสะนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง

      ไม่น่าเชื่อเลยว่าแผ่นดินฮอกไกโดจะโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้

      หิมะที่ไม่รู้ว่าตกลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ร่วงลงบนผมและไหล่ของฮายาเสะ หนทางข้างหน้ายิ่งพร่าเลือนลงจนไม่อาจมองเห็น

      ถ้าเป็นแบบนี้ เขาคงจะต้องแข็งตายอยู่ตรงนี้แน่ๆ

      "เป็นความผิดของวาคามิยะทั้งหมด แย่ที่สุด..."

      ฮายาเสะพ่นคำพูดระบายอารมณ์ออกมาด้วยความหัวเสีย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้าๆ

      หิมะหนาตาแบบที่ฮอนชูไม่มีตกลงมาย้อมเส้นผมให้กลายเป็นสีขาว ร่างของฮายาเสะแทบจะถูกกลืนไปกับหิมะจนมองไม่เห็น

      หิมะสีขาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง ครั้งหนึ่งที่เขาเคยเชื่อใจวาคามิยะอย่างบริสุทธิ์ใจดุจหิมะขาวเช่นนี้ ทว่าเรื่องนั้นกลับกลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว

      เมื่ออยู่ในวงแขนอันอบอุ่นนั้นก็ทำให้รู้สึกวางใจ อ้อมกอดแสนอ่อนโยนและคำบอกรักอันอ่อนหวานที่ละลายได้ทั้งร่างกายและหัวใจ ราวกับว่าโลกใบนี้ไม่มีอะไรต้องเกรงกลัว

      คงจะกลับไปยังช่วงเวลานั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้วสินะ

      ฉับพลันก็รู้สึกเหมือนมีอะไรเอ่อล้นอยู่ในใจ ฮายาเสะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอยู่เช่นนั้นแล้วหลับตาลง หวังให้หัวตาที่ร้อนผ่าวเย็นลงเสียที

      .
      .
      .

      วาคามิยะกำลังนอกใจ ตอนที่เริ่มรู้สึกแบบนั้นคือเมื่อครึ่งเดือนก่อนหน้านี้

      เป็นเพราะว่าทำตัวแปลกไปจากเดิมหรือว่าจะเป็นเพราะใจดีจนน่าประหลาดเกินไปกันแน่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนล่ะก็ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ต้องมีเถียงกันตลอด แต่พักนี้อีกฝ่ายจะยิ้มสบายๆ ให้แล้วบอกว่า ‘เข้าใจล่ะ ทำตามอย่างที่เธอว่ามาก็แล้วกัน’ ทำนองนั้นตลอด

      นอกจากนั้นก็ไม่ได้ซื้อข้าวของไร้สาระเข้าบ้านมาเลย

      จริงด้วย ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่ค่อยทำห้องรกระเกะระกะ เวลาจะทำงานล่วงเวลาหรือต้องไปทำงานต่างที่ก็จะบอกล่วงหน้าไว้ก่อนทุกครั้ง ไม่ว่าฮายาเสะจะขอให้ทำอะไรก็จะทำตามทุกอย่าง

      เป็นชีวิตในอุดมคติโดยแท้ ทว่าฮายาเสะกลับมองว่าวาคามิยะทำตัวน่าสงสัย

      ...แปลก เมื่อก่อนไม่เคยทำตัวแบบนี้เลยแท้ๆ

      มีตั้งหลายเรื่องที่สร้างความลำบากใจให้เขาแล้วอยากให้เลิกทำ อย่างตอนวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ซื้อหน่อของดอกไม้มาให้ปลูก เขาว่ามันสิ้นเปลืองทั้งเงินและเวลา แต่ถึงจะบอกให้เลิกก็ไม่เคยฟัง จองห้องชุดของโรงแรมวิวดีๆ ให้แล้วบอกให้ไปพักด้วยกันก็เคยทำมาแล้ว

      ถึงจะปฏิเสธแล้วบอกว่าวันนี้เหนื่อย ไม่มีแรงจะทำอะไรก็ตาม ฝ่ายนั้นก็จะปรารถนาร่างกายนี้ไม่หยุดหย่อนจนกระทั่งเช้า ค่ำคืนแบบนั้นก็มีอยู่เหมือนกัน อยากจะให้ฟังกันบ้างก็ดี ตรงนั้นก็จริงอยู่

      แต่พอถูกตามใจมากๆ เข้าก็เริ่มกลายเป็นเรื่องประหลาด เมื่อไม่เหมือนเดิมเขาก็เริ่มกังวลขึ้นมา

      วาคามิยะไม่มีเรื่องอะไรปิดบังเขาอยู่แน่หรือ? ไม่ได้กำลังรู้สึกผิดอะไรอยู่ใช่ไหม?

      จุดที่ทำให้เขาเริ่มสงสัยคือหลังจากนี้

      ฮายาเสะบังเอิญไปได้ยินวาคามิยะคุยกับเลขานุการเกี่ยวกับวันคริสต์มาสอีฟปีนี้ว่าจะทำอะไรดี

      ‘คริสต์มาสอีฟปีนี้? จริงสินะ ถ้าได้ใช้เวลากับคนรักก็คงจะวิเศษไปเลย ...แต่ว่าปีนี้ฉันดันมีตัวขวางความสุขอยู่ กำลังคิดอยู่เลยว่าจะทำยังไงดี’

      ตัวขวางความสุข...

      เขาได้แต่เอียงคอสงสัยว่าตัวขวางความสุขที่ว่าคืออะไร แล้วคืนนั้นเขาก็เข้าใจที่มาที่ไปเมื่อวาคามิยะไม่ถามเรื่องคริสต์มาสแต่ยกเรื่องวันปีใหม่ขึ้นมาพูดแทน

      ‘ฮายาเสะ ปีนี้เราไปไหว้พระปีใหม่กันที่ไหนดี ถ้าเป็นแถวนี้ก็ต้องเป็นที่ศาลเจ้าเมจิสินะ’

      ทำไมถึงได้ไม่พูดเรื่องคริสต์มาสล่ะ ถึงจะบอกว่ากำจัดตัวขวางความสุขไม่ได้เขาก็ไม่ได้จะว่าอะไรเสียหน่อย

      ขณะที่คิดอย่างนั้น ฮายาเสะก็ตอบกลับวาคามิยะไปอย่างไม่ใส่ใจ

      ‘ผมไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละครับ กิจกรรมอย่างไหว้พระปีใหม่ก็ไม่เคยไปเลยสักครั้ง’

      ‘แปลกจัง? จริงเหรอ?’

      ‘หน้าหนาวแบบนี้ยังจะไปในที่คนแน่นๆ แบบนั้นก็มีแต่หาหวัดใส่ตัวน่ะสิครับ อีกอย่างพิธีทางสงฆ์ก็เป็นของศาสนาพุทธ คริสต์มาสก็เป็นของศาสนาคริสต์ ไหว้พระปีใหม่ก็เป็นของชินโต ...ถ้าไปเข้าร่วมพิธีนั้นพิธีนี้ก็เหมือนเป็นคนเปลี่ยนศาสนาอยู่เรื่อยๆ แบบนั้นดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะครับ’

      พอยกเรื่องคริสต์มาสขึ้นมาพูดลอยๆ วาคามิยะก็แค่พูดว่า ‘จริงด้วยนะ’ อย่างที่จินตนาการไว้

      ‘ฉันขอบอกไว้ก่อนจะลืมแล้วกัน วันที่ 24 ธันวานี้ฉันต้องไปทำงานนอกเมือง ค้างคืนหนึ่งคืนน่ะ ทั่วโลกเป็นวันอีฟแท้ๆ ต้องคนเยอะวุ่นวายแน่ๆ แต่ว่าไหนๆ เธอก็ไม่ชอบงานเทศกาลอยู่แล้วก็เหมาะพอดีเลย เธอจะได้ใช้เวลาอยู่ที่บ้านเงียบๆ คนเดียวไงล่ะ’

      อีกฝ่ายเอ่ยบอกพร้อมรอยยิ้ม ฮายาเสะถึงกับตะลึงนิ่งราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็น

      เหมาะพอดีเลย ค้างคืนนอกเมือง ต้องไปทำงานในวันคริสต์มาสอีฟพอดีนี่นะ?

      แล้วยัง อยู่ที่บ้านเงียบๆ คนเดียว... อะไรนั่นอีก

      ตอนนั้นเองที่เมฆครึ้มขยายตัวใหญ่อยู่ภายในอกของฮายาเสะ

      ___อย่างนั้นเอง ...แบบนี้นี่เองหรือนี่

      สรุปว่าตัวขวางความสุขที่เขาแอบไปได้ยินวาคามิยะพูดให้เลขานุการฟังนั้นก็คือตัวเขาเองหรือนี่...?

      ปีนี้ตัวตนของเขาเป็นตัวขวางความสุข...

      ถ้าเป็นแบบนี้ เรื่องไปทำงานนอกเมืองอะไรนั่นก็อาจจะโกหกก็ได้

      ก็ใครจะต้องไปทำงานนอกเมืองช่วงนี้กัน ไม่มีทางหรอก

      ก่อนหน้านี้ ในละครตอนตี 2 ที่วาคามิยะดูอยู่ เจ้าบ้านที่นอกใจภรรยาก็บอกว่าจะไปทำงานนอกเมืองเป็นข้ออ้างเหมือนกัน

      ___จริงสิ ในละครนั่น

      เป็นเรื่องของสามีที่นอกใจแล้ววางแผนฆาตกรรมภรรยา จากนั้นก็มีทนายผู้เก่งกาจมาไขคดีให้กระจ่าง เป็นละครแนวจริงจังและเศร้าหมองนิดๆ

      จริงสิ... ตอนแรกที่ภรรยาเริ่มสงสัยว่าสามีนอกใจก็เป็นเพราะสามีใจดีมากจนเกินไปเลยรู้สึกกังวล

      แล้วตอนเช้าของวันที่สามีจะไปทำงานนอกเมือง ภรรยาก็ได้รับของขวัญราคาแพงที่ไม่รู้ว่าเนื่องในโอกาสอะไร ฝ่ายภรรยาที่คิดคลางแคลงแน่ใจว่าต้องมีอะไรบางอย่างจึงได้รู้ความจริงว่าสามีกำลังนอกใจ

      ถ้าเช้าวันที่จะไปทำงานนอกเมืองวาคามิยะมอบของขวัญให้เขาขึ้นมาล่ะ...

      พอถึงแค่นั้น ฮายาเสะก็ปัดความคิดนั้นทิ้ง

      ไม่หรอกน่า คิดมากเกินไปแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้ วาคามิยะจะนอกใจอะไรนั่นน่ะ

      เขาบอกให้ตัวเองฟังเช่นนั้น จนกระทั่งหนึ่งสัปดาห์ถัดมา ฮายาเสะจึงได้รู้ว่าข้อสงสัยของตนไม่ได้ผิดพลาด

      เขาส่งวาคามิยะที่จะไปทำงาน พอกลับมาที่ห้องก็จะเปิดคอมพิวเตอร์ ตอนนั้นเอง

      เขาก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าบนโต๊ะมีกล่องที่เขียนชื่อของตัวเองวางอยู่

      ‘นี่มัน...’

      การ์ดคริสต์มาสถูกเสียบไว้กับริบบิ้นสีน้ำเงิน ข้างในกล่องคือผ้าพันคอสีดำทำจากแคชเมียร์กับถุงมือหนังสีดำ...

      ___นี่วาคามิยะนอกใจเขาจริงๆ...

      คิดจะเบี่ยงเบนความสนใจเขาด้วยของแบบนี้ วาคามิยะต้องกำลังใช้เวลาอยู่กับคนรักใหม่อยู่แน่ๆ

      ฮายาเสะลุกพรวดขึ้นแล้วพุ่งตรงไปยังห้องทำงานของวาคามิยะ

      เขาคว้าปฏิทินบนโต๊ะทำงานมาดูทั้งที่ปกติไม่เคยจะสนใจมองเลยสักครั้ง

      เวลาที่ไปทำงานนอกเมือง วาคามิยะจะต้องเขียนเบอร์โทรศัพท์กับที่อยู่ของที่พักเอาไว้

      ถึงเขาจะรู้เบอร์โทรศัพท์มือถืออยู่แล้วและอาจจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็เถอะ แต่ฮายาเสะก็อดไม่ได้ที่ต้องตรวจดู

      บนปฏิทินนั้นไม่มีอะไรเขียนไว้อยู่เลย

      ฮายาเสะเอียงคอแล้วหยิบหนังสือและเอกสารบนโต๊ะวางไว้จนกองเป็นพะเนิน

      ถ้าเรื่องที่ไปทำงานนอกเมืองเป็นเรื่องจริง ทำไมถึงได้ไม่มีเบาะแสเลยว่าไปพักที่ไหน

      ในตอนที่คิดว่าต่อให้หาต่อไปก็คงไม่เจออะไร ความว้าวุ่นยิ่งโถมทับสะสมในจิตใจ ตอนนั้นเอง

      ‘นี่มัน... ใบปลิวออนเซ็น’

      ใบปลิวประชาสัมพันธ์ออนเซ็นที่มีชื่อเสียงของฮอกไกโด แถมตรงแพคเกจพิเศษสำหรับช่วงคริสต์มาสยังถูกทำเครื่องหมายสีแดงเอาไว้ด้วย

      ‘คริสต์มาส... ที่ออนเซ็น...’

      ทันใดนั้นในหัวสมองก็กลายเป็นสีขาวโพลน

      วาคามิยะคิดว่าเขาเป็นตัวขวางความสุขจริงๆ ด้วย

      ไปทำงานนอกเมืองอะไรนั่นโกหกชัดๆ ของขวัญก็ให้มาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ...

      ___ใช้เวลากับคนรัก ป่านนี้วาคามิยะก็คง...

      พอคิดเช่นนั้นก็ทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ฮายาเสะมุ่งตรงไปยังสนามบินโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังคิดจะทำอะไร

      .
      .
      .

      จากนั้นก็ผ่านมาครึ่งวัน ฮายาเสะมานั่งอยู่บนแผ่นดินของเกาะฮอกไกโดและจมอยู่ท่ามกลางหิมะ

      เขาขับรถออกมาทั้งอย่างนั้น คว้าข้าวของที่พอจะมีมาจากแมนชั่นแล้วบินตรงมาเลย แล้วก็เดินออกมาจากสนามบินจนมาถึงตรงนี้เสียได้

      "ทำบ้าอะไรนะเรา แค่เรียกแท็กซี่เอา... ก็ได้นี่นา"

      เขายิ้มขื่นอยู่คนเดียว แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา

      "…อ"

      ทว่าบนหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นว่า [นอกเขตให้บริการ]

      ฮายาเสะพับโทรศัพท์ลง ไหล่ตกอย่างน่าสงสาร

      หิมะยังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าต่อไปราวกับจะไม่เมตตาเขา ทั้งร่างยิ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะหนามากขึ้นอีก

      ถ้าเป็นแบบนี้อาจจะหนาวตายเข้าจริงๆ ก็ได้

      ถ้าเขามาตายอยู่ในที่แบบนี้วาคามิยะจะคิดอย่างไรกันนะ คนหนวกหูน่ารำคาญตายไปซะได้จะโล่งใจหรือเปล่า จะเศร้าเสียใจบ้างหรือเปล่านะ

      ขณะครุ่นคิดแล้วเกือบจะล้มลงบนกองหิมะทั้งอย่างนั้น ตอนนั้นเอง

      เสียงล้อรถก็ดังขึ้นจากด้านหลัง วิ่งผ่านร่างของฮายาเสะไปแล้วย้อนกลับมา ในรถคันนั้นมีชายร่างสูงคนหนึ่งอยู่

      “___ฮายาเสะ!”

      เสียงทุ้มต่ำอันแสนคุ้นเคยดังก้องในโสตประสาท ฮายาเสะเบิกตากว้าง

      “....คุณวาคามิยะ...”

      ชายผู้มีสีหน้าอันอ่อนโยนในเสื้อโค้ทสีชาเดินมาหาเขาแล้วยื่นมือเข้ามาประคองไหล่

      “เกิดอะไรขึ้น ฮายาเสะ ทำไมถึงมาอยู่ในที่แบบนี้”

      ฮายาเสะจ้องมองหน้าชายหนุ่มราวกับกำลังเห็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ

      เพิ่งจะส่งผู้ชายคนนี้ไปทำงานที่หน้าประตูแมนชั่นเมื่อเช้านี้เอง แค่ครึ่งวันเท่านั้น แต่ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนช่างยาวนานเสียจนความรักท่วมท้นขึ้นมาในอก ฮายาเสะจดจำความรู้สึกหวามไหวในอกที่พลุ่งพล่านขึ้นมาได้เป็นอย่างดี

      เขาเคยถูกอ้อมแขนนี้โอบกอดจนหัวใจหลอมละลายไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง

      พอเป็นแบบนี้แล้วความหนาวเย็นจนแทบจะแข็งนี้ก็ดูราวกับหายวับไปในพริบตา

      ทว่า... ฮายาเสะกลับผลักไหล่ของวาคามิยะออก พอนึกถึงเรื่องถุงมือที่ใส่อยู่ขึ้นมาได้ก็ความวาบหวามที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็หยุดชะงัก

      นึกอยากจะถอดถุงมือออกมาขว้างใส่ผู้ชายที่ทำหน้าอ่อนโยนเสียจนน่าหมั่นไส้

      “ฮายาเสะ... ทำอะไรน่ะ”

      เขามองหน้าคนพูดแล้วห่อไหล่ ฮายาเสะหลุบตาลงต่ำพลางขบริมฝีปาก

      “...เข้าใจล่ะ คงจะหนาวสินะ ขึ้นรถเถอะ พอไปถึงออนเซ็นแล้วจะได้หายหนาว”

      วาคามิยะโมเมเอาเองแล้วดึงแขนของฮายาเสะ หากเจ้าตัวก็ปัดออก

      “ไม่ดีกว่าครับ ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาแช่ออนเซ็นเสียหน่อย”

      “ถ้าอย่างนั้นเธอมาที่นี่ทำไมล่ะ?”

      คนถามเอียงคอ แล้วช่วยปัดละอองหิมะที่ติดอยู่ตรงผมของฮายาเสะให้

      “เรื่องนั้น...”

      เขาลังเล

      จะให้บอกว่าเขามาดูให้แน่ใจว่าวาคามิยะนอกใจหรือเปล่า... แบบนั้นก็น่าสมเพชเกินไป จะว่าไปแล้ว...

      ฮายาเสะเคลื่อนสายตาสำรวจในรถของวาคามิยะ ในนั้นไม่มีใครนั่งมาด้วย

      แต่ว่าหิมะตกจนมองอะไรไม่ชัดเจนนัก

      “เอ่อ ที่ว่ามาทำงาน มาคนเดียวหรือครับ”

      “อืม ก็บอกไว้อย่างนั้นตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอ จะมาตรวจดูถึงที่พักก็ได้นะ”

      จู่ๆ มาถามอะไรแบบนี้ วาคามิยะได้แต่ยักไหล่

      “ก็... นี่มาออนเซ็นคนเดียวจริงๆ หรือครับ?”

      วาคามิยะทำหน้าฉงนต่อคำถามไม่มีที่มาที่ไปของฮายาเสะ พลันยักยิ้มน้อยๆ

      “ฮายาเสะ... นี่เธอ... หรือว่า”

      พอได้ยินวาคามิยะงึมงำ ฮายาเสะก็ใจหายวาบ รู้ตัวแล้วหรือ ว่าเขาตามมาถึงที่นี่เพื่ออะไร

      “มะ... ไม่ใช่นะครับ ผมก็แค่อยากจะ... เอ้อ... ก็... ผมแค่...”

      ลนลานจนตอบออกไปไม่ได้ ไม่สิ ต้องเป็นเพราะอากาศที่หนาวจนจะแข็งนี่ต่างหากที่ทำให้ใจเต้นประหลาดๆ จนขยับปากไม่ได้ดั่งใจ

      “เธอแค่... อะไรรึ?”

      “ก็... แค่เรื่องนี้ไงครับ ผมมาพูดเรื่องผ้าพันคอกับถุงมือนี่”

      “มาขอบคุณเรื่องของขวัญวันคริสต์มาส งั้นรึ? ถ้าเรื่องนั้นแค่โทรศัพท์มาบอกก็ได้นี่”

      วาคามิยะส่งสายตาอ่อนโยนให้ ฮายาเสะคิดว่าอีกฝ่ายคงจะจับได้แล้วว่าเขาคลางแคลงเรื่องอะไร

      ความถือตัวย้อนคืนมาอีกครั้ง ฮายาเสะตอกกลับด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจเหมือนเคย

      “เปล่าครับ ผมมาเพื่อจะมาต่อว่าคุณว่าไม่ต้องซื้อของไร้ประโยชน์แบบนี้มาอีกแล้วต่างหาก ...แค่นี้ล่ะครับ ผมขอตัวก่อน ถ้าเป็นตอนนี้ก็ยังทันไฟลท์รอบสุดท้าย”

      เขาหันหลังให้วาคามิยะ แล้วก้าวเดินบนถนนที่เต็มไปด้วยหิมะต่อไป

      ค่อยยังชั่ว... ท่าทางจะไม่ได้นอกใจจริงๆ แค่แน่ใจเรื่องนั้นได้หัวตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเสียอย่างนั้น

      “เดี๋ยวสิ ฮายาเสะ งั้นฉันจะไปส่ง”

      ถูกคว้าแขนจากด้านหลัง ทว่าฮายาเสะก็สะบัดออกแล้วเดินต่อ

      “ไม่เป็นไรครับ ผมกลับคนเดียวได้ คุณก็ไปทำงานของคุณต่อเถอะ”

      เขาทนมองหน้าวาคามิยะตอนนี้ไม่ได้ โล่งอกเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ตอนนี้เขาต้องทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้อยู่แน่ๆ

      “ฮายาเสะ เอาเป็นว่าขึ้นรถก่อนเถอะ”

      ครั้งนี้เขาถูกดึงแรงมากกว่าเดิม พลันก็รู้สึกราวกับร่างกายเบาโหวง ก่อนจะถูกอ้อมแขนของวาคามิยะคว้าไว้ได้

      “คุณวาคามิ...”

      ถึงจะพยายามหนีแต่ก็หลบสายตาไม่ได้อยู่ดี ฮายาเสะได้แต่ก้มหน้าลงต่ำ

      “ไปค้างที่ออนเซ็นเถอะน่า ฉันยังไม่ได้ของขวัญคริสต์มาสจากเธอเลย”

      เจ้าตัวส่งเสียงกระซิบข้างหู แล้วดึงฮายาเสะไปที่รถ

      วาคามิยะจับฮายาเสะนั่งลงตรงข้างคนขับ ส่วนตัวเองก็นั่งประจำที่คนขับรถ จากนั้นก็ล็อคประตู

      “เอ้อ แต่ว่าเรื่องของขวัญ... ผมไม่ได้เตรียมอะไรมาเลยนะครับ ผมมาแต่ตัวเปล่าๆ”

      เมื่อฮายาเสะพึมพำเบาๆ พร้อมเบี่ยงสายตาออกไปมองถนนด้านนอก วาคามิยะก็คลี่ยิ้ม

      “ไม่เป็นไรหรอก ตัวเปล่าๆ ของเธอนี่แหละ เป็นของขวัญคริสต์มาสที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว”

      “หา?”

      ทันทีที่หันกลับมามอง ปลายคางก็ถูกคว้าไว้ พลันริมฝีปากก็ถูกบดขยี้

      “...อ”

      วาคามิยะลิ้มรสริมฝีปากราวกับจะดูดกลืนความหนาวเย็นเมื่อครู่ไปจนหมด

      ความอบอุ่นของริมฝีปากทำให้เลือดในกายที่แทบจะกลายเป็นน้ำแข็งกลับมาไหลเวียนอีกครั้งหนึ่ง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ฮายาเสะเป็นฝ่ายแนบจุมพิตกดทับริมฝีปากของวาคามิยะเสียเอง

      “อึก... อ...”

      เรียวลิ้นพัวพัน ลิ้มรสซึ่งกันและกันจนลืมเลือนทุกสิ่ง

      จุมพิตที่วาบหวามไปถึงหัวใจ จุมพิตที่อวลไปด้วยความรัก ยิ่งดื่มด่ำในรสจูบนั้นมากเท่าไหร่ ความอบอุ่นก็เข้ามาทดแทนความหนาวเย็นเรื่อยๆ

      ทำไมถึงเข้าใจผิดว่าวาคามิยะกำลังนอกใจได้นะ ดันไปเพ้อเจ้อตามละครน่าเบื่ออย่างนั้นได้

      ฮายาเสะกุมไหล่ของวาคามิยะ เขาไม่เคยรู้จักจุมพิตที่ทำให้หัวใจอ่อนยวบได้ขนาดนี้เลยจนกระทั่งได้พบผู้ชายคนนี้

      บางที เขาก็คงกังวล วาคามิยะที่ใจดีเกินไป วาคามิยะที่รู้จักเขาอย่างลึกซึ้งขนาดที่ตัวเองยังไม่รู้ ถูกมองด้วยสายตาอันเร่าร้อนแบบนั้น ถูกเอาอกเอาใจด้วยคำพูดหวานซึ้งอยู่ทุกวัน ถูกโอบด้วยความรักจนตัวตนหลอมละลาย เขากลัวตัวเองที่กลายเป็นแบบนั้น

      เขาไม่เคยรู้จักวันเวลาที่มีความสุขแบบนี้มาก่อน จะปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในความสุขแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะดีจริงๆ หรือ ถ้าจะปล่อยให้วาคามิยะเอาอกเอาใจจนทำอะไรไม่ถูกแบบนี้ สู้ยอมให้นอกใจเสียยังจะดีกว่า

      ___เขานี่มันบ้าจริงๆ ไม่ว่ายังไงก็ทำตัวให้ชินกับความใจดีของวาคามิยะไม่ได้

      ทำอะไรงี่เง่าถึงขนาดไม่เชื่อใจอีกฝ่าย

      ก้อนสะอื้นติดค้างอยู่ในลำคอ ฮายาเสะผ่อนลมหายใจสั่นระริก จากนั้น

      “เป็นอะไรไป ฮายาเสะ”

      วาคามิยะละริมฝีปากออกแล้วก้มมองหน้าเขา

      “หนาวรึ?”

      เป็นคำถามที่ไม่ตรงจุดเอาเสียเลย แต่ฮายาเสะก็กอดตัวเองแน่นแล้วพยักหน้ารับ

      "ค... ครับ หนาวมาก คุณก็ช่วยรีบไปให้ถึงออนเซ็นเร็วๆ เข้าเถอะครับ"

      ทำไมถึงไม่ยอมบอกออกไปตรงๆ ว่าอยากพบกันนะ ขณะที่คิดอย่างนั้นฮายาเสะก็รัดเข็มขัดนิรัดภัย กลับมามีท่าทีเยือกเย็นเหมือนเดิม

      "เข้าใจแล้ว งานของวันนี้ก็จบแล้วด้วย งั้นจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองคนช้าๆ จนกว่าจะเช้าเลยแล้วกัน"

      วาคามิยะตบไหล่ฮายาเสะเบาๆ ก่อนจะเริ่มออกรถ

      "...จริงสิ ฮายาเสะ เรื่องของขวัญคริสต์มาสที่ว่ามาเมื่อกี้"

      หลังขับรถมาได้สักพัก วาคามิยะก็พูดขึ้นราวกับเพิ่งนึกได้

      "ของขวัญคริสต์มาส?"

      "จะยกร่างกายเป็นของขวัญให้ฉันจริงๆ เหรอ?"

      ฮายาเสะจ้องหน้าคนพูดพลางอ่านสถานการณ์

      จะยกร่างกายให้เป็นของขวัญเอย ไม่ว่ายังไงก็จะทำตามใจตัวเองอยู่ดีไม่ใช่หรือ ก็ไม่ได้ถึงกับมาเพื่อยกร่างกายนี้ให้เป็นของขวัญเสียหน่อย แต่เดี๋ยวสิ... เสียงในใจของฮายาเสะค้านขึ้น

      นี่อาจจะเป็นของขวัญที่ดีก็ได้

      ช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่คนทั้งโลกเอาแต่ซื้อของขวัญราคาแพงหรูหราไร้สาระมอบให้กันจนน่าหงุดหงิด ถ้าวาคามิยะบอกว่าแค่ร่างกายก็พอ แปลว่าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นแล้วก็จบเรื่อง ถ้าด้วยเหตุผลนั้นเขาว่าก็ไม่เลว

      ฮายาเสะคลี่ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหันมาสบตาวาคามิยะ

      "เข้าใจแล้วครับ ถ้าอย่างนั้นก็เขิญคุณตามสบายเหมือนทุกทีได้เลยครับ"

      ทว่าวาคามิยะกลับส่ายศีรษะ

      "ไม่เอาหรอก ถ้าเหมือนทุกทีก็ไม่รู้สึกเหมือนได้รับของขวัญน่ะสิ ของขวัญสำคัญแบบนี้ต้องพิเศษหน่อย"

      "พิเศษ... หรือครับ?"

      "ใช่ ถ้าเป็นของขวัญก็ต้องทำตัวให้ฉันดีใจสมกับที่รับของขวัญ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้"

      พอเริ่มได้ยินอะไรที่ชักแฝงความนัย ฮายาเสะก็เริ่มสังหรณ์ไม่ดี

      "คุณวาคามิยะ นี่คุณกำลังจะบอกว่าอะไรกันแน่..."

      "อีกอย่างนะ ฉันยังไม่ได้ลงโทษที่เธอมาสงสัยว่าฉันนอกใจด้วย"

      "เอ๊ะ..."

      จับได้จริงๆ ด้วยสินะ ฮายาเสะรู้สึกแก้มร้อนขึ้นมาทันควัน ได้แต่นั่งตัวเกร็ง

      "เธอนี่เป็นไปได้ขนาดนี้เลย ฉันใจดีด้วยขนาดนี้ก็มาสงสัยกันได้ ความผิดครั้งนี้หนักหนามากนะ ดังนั้นคืนนี้จะลิ้มรสเธอช้าๆ ทุกสัดส่วนเลย จะไม่ใจดีอีกแล้ว ถ้ารุนแรงด้วยก็ห้ามโกรธล่ะ"

      น้ำเสียงเย็นเยือกที่ไม่คุ้นเคยดังก้อง ต่อให้เสียใจก็สายเกินไปแล้ว

      .
      .
      .

      คืนนั้น___

      ฮายาเสะถูกทำให้ร้องไห้จนแทบจะเป็นลมในบ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง ถูกแหย่ไม่ให้ถึงปลายสุดความปรารถนาในห้องนอน หิมะตกหนาจนย้อมวิวด้านนอกเป็นโลกสีเงิน ความคิดปั่นป่วนราวกับคนเสียสติ ถ้าจะโดนทำอะไรแบบนี้ต้องโทษประหารชีวิตยังจะสบายกว่าเสียอีก

      เขาได้แต่ตอกย้ำคำสาบานในใจตนอย่างหนักแน่นว่าจะไม่นึกระแวงวาคามิยะอีกเป็นครั้งที่สอง

      .
      .
      .

      Fin.

      Tags:

      Hair

      “ว้าววว น่ารักสุดๆ ไปเลย”

      คลาวด์ไม่รู้จะมีปฏิกิริยายังไงกับคำชมที่ลอยมาเข้าหู ให้ตายเหอะ เขาคิดผิดชะมัดที่ชวนแซคไปกินข้าวเย็นด้วยที่บ้าน

      การกลับไปที่บ้านคนเดียวหลังจากไม่ได้โผล่หน้าไปเลยตั้งเกือบปีออกจะทำให้เขารู้สึกเก้อเขินอย่างประหลาด เขาเลยลองชวนแซคไปด้วยกัน เผื่อจะช่วยลดความประหม่าลงไปได้บ้าง ซึ่งก็จริงตามนั้น พอมีแซคที่คอยชวนแม่ของเขาคุยเรื่องไม่เป็นเรื่องตลอดเวลามันทำให้เขาสบายใจที่ไม่ต้องกลัวจะโดนถามเกี่ยวกับเรื่องของตัวเอง แต่เขาดันเจออีกปัญหาหนึ่ง...

      ก็คือแซคดันซอกแซกถามเรื่องของเขาตอนเด็ก แล้วแม่ของเขาก็ดูยินดีอย่างมากที่จะเล่าเรื่องลูกชายคนเดียวของตัวเองให้เฟิร์สคลาสโซลเยอร์ผู้แสนจะเป็นมิตรฟัง!

      ผลต่อจากการนั่งกระอักกระอ่วนฟังเรื่องน่าอายของตัวเองตอนเด็กอยู่ร่วมชั่วโมง แซคยังได้ของแถมเป็นรูปถ่ายของเขาสมัยเป็นเด็กกลับมาด้วย เจ้าตัวไว้วานออดอ้อนตามสไตล์ของตัวเองจนแม่เขายอมยกรูปลูกชายให้คนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกได้ง่ายๆ นั่นแหละ ก็สมกับเป็นแซคดี คลาวด์พยายามไม่ไปใส่ใจอะไรมาก เพราะเขารู้ว่าถ้ากระโตกกระตากมากไป ยิ่งโวยวายไม่อยากให้ดูก็ยิ่งยุให้แซคแหย่เขาได้สนุกมากกว่าเดิม ดังนั้นเขาจึงเมินคำชมต่างๆ นานาที่แซคพล่ามออกมาระหว่างพลิกรูปนั้นดูไปมาอย่างสิ้นเชิง

      มัวแต่ง่วนดูรูปจนลืมเซฟิรอธที่หมกตัวอยู่ในคฤหาสน์ไปแล้วละมั้ง... เฮ้อ เขาละนึกเห็นใจเซฟิรอธจริงๆ ที่มีคนไม่เต็มเต็งแบบนี้เป็นเฟิร์สคลาส

      “คลาวด์ ตอนเด็กนายไว้ผมยาวน่ารักดีนี่นา ทำไมตัดซะล่ะ?”

      จะทำเป็นไม่สนใจก็ไม่ได้ ดันถูกถามแบบเจาะจงตัว คลาวด์ไม่หันมามองคนถาม ทำตัวให้ยุ่งกับการเก็บข้าวของใส่ตู้เสื้อผ้า ทั้งที่จริงๆ มันไม่ได้มีของอะไรมากเท่าไหร่

      ที่ไว้ผมยาวตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร แค่แม่เขายังไม่ว่างตัดให้ล่ะมั้ง... แต่สาเหตุที่ตัดน่ะเขาจำได้ดี

      “มันคล่องตัวดีล่ะมั้ง ผมยาวน่ารำคาญออก”

      ความจริงคือตอนนั้นเขาตั้งใจจะออกจากหมู่บ้านไปที่มิดการ์ แน่วแน่กับการจะเป็น SOLDIER ไม่ได้สนใจหรอกว่าผมจะสั้นหรือจะยาว ที่เขาตัดสินใจตัดน่ะเพราะมันทำให้นึกถึงแม่ต่างหาก

      ผมสีบลอนด์ที่เหมือนกับแม่ และแม่เองก็ชอบรวบผมให้เขาเสมอ ถ้ายังยึดติดกับความรู้สึกนั้นคงจะแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้

      ด้วยเหตุนั้น คลาวด์จึงตัดผมก่อนออกจากหมู่บ้าน และไม่เคยไว้ยาวอีกเลย

      พอฟังคำตอบแล้วแซคก็ลูบผมตัวเอง “งั้นเหรอ นายไม่ชอบผู้ชายผมยาวหรอกเหรอ งั้นฉันน่าจะตัดออกบ้างมั้ยนะ นี่มันเริ่มยาวมากแล้ว”

      คนฟังกลอกตามองเพดาน

      แซค

      “ตามใจ”

      เขาจะชอบหรือไม่ชอบมันสำคัญตรงไหนกันเล่า

      “อืม...”

      แซคจ้องเขาอยู่พักหนึ่งด้วยแววตาสงสัย

      “แต่เซฟิรอธก็ผมยาวนี่นา”

      คลาวด์กลอกตาเป็นหนที่สอง

      “แล้ว?”

      “นายยังชอบเลย”

      หนุ่มผมบลอนด์ขมวดคิ้ว นึกอยากจะแกล้งคนซักไซ้ขึ้นมา

      “เซฟิรอธจะทำอะไรก็ดูดีทั้งนั้นแหละ ก็เขาเป็น ‘ท่านเซฟิรอธผู้ยิ่งใหญ่’ นี่นา” พอเขาเริ่มชมบุคคลที่สาม แซคก็ทำปากยู่ คาดเดาง่ายจนน่าขำ อดไม่ได้ที่จะแหย่อีก “ผมสีเงินแบบนั้นหายากจะตาย ต่อให้ไว้สั้นก็ต้องเท่มากแน่ๆ”

      “ย้อมเอารึเปล่า หมอนั่นใช้แชมพูของชินระด้วย ใครจะไปรู้ ชินระอาจจะเป็นสปอนเซอร์ทำสปาผมให้หมอนั่นก็ได้ เฟิร์สคลาสในตำนาน ต้องดูดีเพื่อสร้างภาพให้บริษัทใช่มั้ยล่ะ”

      “แซค” คลาวด์อมยิ้ม “ผู้ชายขี้อิจฉามันไม่น่าดูนะ”

      หนุ่มหัวเม่นย่นคิ้วเมื่อถูกว่าแทงใจดำ คลาวด์รู้สึกถึงชัยชนะที่ทำให้แซคหุบปากได้เสียที

      พอจัดแจงข้าวของเรียบร้อย คลาวด์ก็คว้าผ้าเช็ดตัวแล้วบอกคนร่วมห้อง “ฉันอาบน้ำก่อนนะ”

      “ฉันอาบให้มั้ย?” แซคเสนอทันควัน

      คลาวด์ถอนใจเฮือกใหญ่ตอบ

      แซค

      “ไม่ต้อง”

      “ใจร้าย” แซคครวญ “เด็กน้อยน่ารักว่าง่ายในรูปนี้หายไปอยู่ไหนแล้วกันน้า” คนพูดทำตาแป๋วมองรูปถ่ายในมือราวกับเป็นของล้ำค่า

      แน่นอนว่าคลาวด์ไม่สนใจ เขาปิดประตูห้องน้ำดังปัง แต่ก็ยังไม่วายได้ยินเสียงไล่หลัง

      “หึงเหรอ? หึงตัวเองมันไม่น่าดูนะคลาวด์”

      แซค

      ขีดความอดทนของคลาวด์ยังไม่สิ้นสุดง่ายๆ เขาเคยชินกับการถูกแซคแหย่แบบนี้มาตั้งไม่รู้กี่ครั้ง แต่ก็อดแย้งในใจไม่ได้

      หึงบ้าหึงบออะไรกันเล่า งี่เง่าที่สุด นี่เหรอเฟิร์สคลาส ภาพพจน์ SOLDIER ป่นปี้กันพอดี แต่ก็เถียงไมได้หรอกนะว่าแซคเก่งกาจ แต่ไอ้นิสัย—

      “ไม่ต้องห่วงนะ ฉันชอบนายตอนนี้ที่สุดอยู่แล้ว”

      น้ำเสียงอ้อร้อทำเอาความคิดสะดุดกึก ระริกระรี้ไม่รู้จักกาลเทศะ นี่ใช่เวลามาพูดก้อร่อก้อติกใส่เขาที่ไหน...

      คลาวด์อยากสาปแช่งตัวเองที่เห็นสะท้อนอยู่ในกระจก เขาหน้าแดงขึ้นมาเพียงเพราะคำพูดประโยคนั้น และเอ่ยพึมพำตอบกลับไป

      “.............ฉันก็เหมือนกัน”





      End.

      紅葉の響 เสียงสะท้อนของฤดูใบไม้ร่วง (16)

      Fandom: Daiya no A (Ace of Diamond) / AU / Crossover with Haikyuu!!

      Pairing: Furuya Satoru x Miyuki Kazuya




      เจ้าสำนักไม่พูดอะไรกับเขาแม้สักคำ

      หลังมื้ออาหารอันอึกทึกนั้น เจ้าสำนักก็เรียกบุตรชายไปพูดคุยตามลำพัง วานให้คริสดูแลสตรีผู้มาเยือนทั้ง 2 หากมิได้สั่งความอันใดกับเขา

      นายน้อยจะทำให้เจ้าสำนักเข้าใจได้หรือ เขานึกกังขานัก

      Read more...Collapse )








      つづく

      Tags:

      Undisclosed Desire (Translated)

      Translator: Keechan/Mondblomma
      Fandom: Daiya no A (Ace of Diamond)
      Pairing: Furuya Satoru x Miyuki Kazuya
      Sequel to Resistance

      ผ่านไปอีกสองสามเกม ฟุรุยะก็ลงขว้างลูกได้ตลอดเกมโดยที่ไม่เสียแต้มเลย— ถึงอินนิ่งที่แปด นับว่าเป็นสถิติที่ดีที่สุด มิยูกิยังประหลาดใจด้วยซ้ำ การควบคุมลูกดีขึ้นเป็นลำดับ แต่เรื่องกำลังกายยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ หลังแข่งแล้วทุกคนก็มารวมกันที่โรงอาหาร พิชเชอร์ตัวดีเหม่อเพราะว่าเหนื่อยแล้วก็เคี้ยวข้าวเหมือนกำลังละเมอ พอฮารุอิจิสะกิดให้รู้ตัวว่าไอ้ถ้วยซุปมิโสะที่กำลังยกดื่มอยู่น่ะมันหมดแล้วนั่นแหละถึงได้ตื่นขึ้นมานิดหน่อย จะว่าไปก็... น่ารักดี เวลาทำเป็นเมินรอยยิ้มขำๆ ของฮารุอิจิ แต่ก็นะ ฟุรุยะเวลาไม่ได้อยู่บนเนินก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว

      Read more...Collapse )

      Tags:

      Resistance (Translated)

      Original Author: tysunkete https://www.fanfiction.net/u/822962/tysunkete

      Translator: Keechan/Mondblomma

      Fandom: Daiya no A (Ace of Diamond)

      Pairing: Furuya Satoru x Miyuki Kazuya

      Sequel to Starlight

      *Warning* Major Spoiler

      ทันทีที่ฟุรุยะเดินเข้ามาเขาในห้องอาหารหลังกินข้าวเย็นเสร็จ คุราโมจิก็พูดขึ้นทันที "มิยูกิอยู่กับโค้ช น่าจะอีกพักใหญ่กว่าจะกลับมา"

      ฝ่ายปีหนึ่งกระพริบตาช้าๆ ด้วยความแปลกใจ "ผมไม่ได้มาตามหารุ่นพี่มิยูกิครับ"

      "อ้อ..." คุราโมจิกระพริบตากลับ งุนงงพอๆ กัน "โอเค งั้นมีอะไรเหรอ"

      Read more...Collapse )

      Tags:

      紅葉の響 เสียงสะท้อนของฤดูใบไม้ร่วง (15)

      Fandom: Daiya no A (Ace of Diamond) / AU / Crossover with Haikyuu!!

      Pairing: Furuya Satoru x Miyuki Kazuya





      ซาโตรุปลีกตัวออกจากห้อง หลังอีกฝ่ายได้สติขึ้นมา คริสเป็นคนจัดแจงดูแลให้รับประทานอาหาร ส่วนตัวเขาได้แต่นั่งมองอยู่ห่างๆ

      ฝ่ายคาซึยะเอง ก็เพียงแต่ปรายตามองเขาราวเป็นวิวทิวทัศน์ที่ผ่านเข้ามาในสายตา หาได้เอ่ยคำพูดใดๆ ด้วยไม่

      นายน้อยไม่รู้จะเอ่ยว่าอะไร ไม่กล้าเปิดปากพูด แม้แต่คำขอโทษก็รู้สึกประดักประเดิดนัก

      Read more...Collapse )






      つづく

      Tags:

      Starlight (Translated)

      Original Author: tysunkete https://www.fanfiction.net/u/822962/tysunkete

      Translator: Keechan/Mondblomma

      Fandom: Daiya no A (Ace of Diamond)

      Pairing: Furuya Satoru x Miyuki Kazuya

      ที่สุดแล้ว มิยูกิก็รู้ว่าเขาคงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง ที่จริงแล้วมันควรจะเป็นแค่เรื่องหยอกสนุกๆ นิดหน่อย เหมือนกับที่เขาชอบล้อคนอื่นเล่น แต่ตอนนี้ฟุรุยะจ้องเขาเขม็ง เบิกตากว้างพร้อมความรู้สึกผสมปนเประหว่างความประหม่าและความตั้งใจจริง เป็นสีหน้าแบบที่พิชเชอร์หน้าตาเฉยเมยปีหนึ่งคนนี้ไม่เคยแสดงให้เขาเห็น มิยูกิไม่ได้โง่ เขารู้ว่าไอ้แก้มแดงๆ ที่ผุดขึ้นมาพร้อมกับบรรยากาศกดดันแบบนี้จะมีอะไรตามมา มิยูกิอยากจะพูดอะไรซักอย่าง เขาควรพูดอะไรซักอย่างออกไป แต่เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี

      "รุ่นพี่มิยูกิ..." ฝ่ายรุ่นน้องว่า และมิยูกิก็สังเกตเห็นมือของอีกฝ่ายสั่นน้อยๆ ก่อนจะกำหมัดแน่น "ผมชอบรุ่นพี่ครับ"

      Read more...Collapse )

      (ต่อด้านล่างค่ะ)
      Tags:

      18.39 from My Reach (2)



      Fandom: Daiya no A (Ace of Diamond)
      Pairing: Furuya Satoru x Miyuki Kazuya


      Sequel of 18:39 to Your Heart




      “รุ่นพี่ครับ ไปกินข้าวกลางวันด้วยกันเถอะ”

      จู่ๆ ฟุรุยะโผล่พรวดมาหลังออดพักกลางวันดัง มิยูกิตะลึงงันอย่างไม่คาดคิด ส่วนคุราโมจิที่ปกติไปกินข้าวที่โรงอาหารด้วยกันเป็นประจำก็หันมามองที่เขาอย่างสงสัย ยืนเก้กังอยู่ครู่ใหญ่

      Read more...Collapse )





      To be continued...?

      Tags:

      紅葉の響 เสียงสะท้อนของฤดูใบไม้ร่วง (Tetsu-san Special)

      Fandom: Daiya no A (Ace of Diamond) / AU / Crossover with Haikyuu!!

      Pairing: Furuya Satoru x Miyuki Kazuya



      ยูกิ เท็ตสึยะ เป็นคนเอาจริงเอาจัง เติบโตมาในครอบครัวนายแพทย์ แน่นอนว่าได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี กินอาหารถูกต้องตามหลักโภชนาการทุกมื้อ บิดาซึ่งเป็นนายแพทย์ใหญ่เป็นที่เคารพนับถือของคนในเมืองหลวง ทำหน้าที่เป็นหมอประจำให้แก่ตระกูลใหญ่ๆ ในเมือง รวมถึงสำนักเซย์โดอันเลื่องชื่อ

      เขาได้ติดตามบิดาไปช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่เป็นเด็กยังไม่รู้งาน และสงบเสงี่ยมเรียบร้อยรู้กาลเทศะพอที่จะไม่รบกวนการทำงานของบิดา หากการติดตามไปด้วยทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยต่อคนป่วยไข้รวมถึงครอบครัวที่ต้องคอยไปเยี่ยมอยู่เป็นประจำ

      Read more...Collapse )





      つづく
      Tags: